สิวและฮอร์โมน


สิวฮอร์โมน (Hormonal acne) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสิวมักมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย


สิวฮอร์โมนเกิดขึ้นเมื่อไหร่?


ในผู้หญิงจำนวนมาก สิวมักเห่อมากขึ้น ช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ 7–10 วัน

เนื่องจากระดับฮอร์โมน เอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ลดลง ทำให้ผลของฮอร์โมนแอนโดรเจน (เช่น เทสโทสเทอโรน) เด่นขึ้น


ผลที่ตามมา คือ


  • ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น
  • รูขุมขนอุดตันง่ายขึ้น
  • เกิดสิวอักเสบหรือสิวอุดตันตามมา
  • ลักษณะของสิวฮอร์โมน
  • มักขึ้นบริเวณคาง กรอบหน้า หรือแนวกราม
  • เป็นสิวอักเสบ เม็ดลึก เจ็บ
  • มักเป็นซ้ำ ๆ ในตำแหน่งเดิม
  • เห่อก่อนมีประจำเดือน และค่อย ๆ ดีขึ้นหลังหมดรอบเดือน
  • สิวฮอร์โมนที่รุนแรงผิดปกติ


ในบางกรณี สิวอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) หรือภาวะที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง (Hyperandrogenism)


อาจพบร่วมกับอาการอื่น เช่น


  • ผิวหน้ามันมากผิดปกติ (Seborrhoea)
  • ขนดกผิดปกติ (Hirsutism)
  • ผมบางแบบผู้ชาย (Androgenic alopecia)
  • เสียงทุ้มลง
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • การรักษาสิวฮอร์โมน


แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุ เช่น


  • ยาทารักษาสิวเพื่อลดการอักเสบและการอุดตัน
  • ยาปรับฮอร์โมนในบางราย (ภายใต้การดูแลของแพทย์)
  • การรักษาสาเหตุร่วม หากมีความผิดปกติของฮอร์โมนจากโรคอื่น


สิวฮอร์โมนบางรายสามารถควบคุมได้ดี แต่หากหยุดการรักษา อาจมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้


ทำไมต้องประเมินอย่างละเอียด?


การรักษาสิวฮอร์โมนที่ได้ผลดี ไม่ได้ดูแค่ “สิวที่เห็นบนผิว” เท่านั้น

แต่ต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมด้วย เพื่อหาว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนปกติ หรือมีภาวะผิดปกติอื่นร่วมด้วย


สรุป


สิวฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน และมักขึ้นบริเวณแนวกรามและคาง

หากมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณร่วมอื่น ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy